วันอังคารที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2561

ภาษาไทย

1.การสร้างคำโดยใช้คำมูล คำประสม คำสมาส คำสนธิ คำซ้ำ และคำซ้อน

           การสร้างคำในภาษาไทย
           คำที่ใช้ในภาษาไทยดั้งเดิม ส่วนมากจะเป็นคำพยางค์เดียว เช่น พี่น้อง เดือนดาว จอบไถ หมูหมา กิน นอน ดี ชั่ว สอง สาม เป็นต้น เมื่อโลกวิวัฒนาการ มีสิ่งแปลกใหม่เพิ่มขึ้น ภาษาไทยก็จะต้องพัฒนาทั้งรูปคำและการเพิ่มจำนวนคำ เพื่อให้มีคำใช้ในการสื่อสารให้เพียงพอ กับการเปลี่ยนแปลงของวัตถุสิ่งของและเหตุการณ์ต่าง ๆ ด้วยการสร้างคำ ยืมคำและเปลี่ยนแปลงรูปคำซึ่งจะมีรายละเอียดดังนี้

           แบบสร้างคำ
           แบบสร้างคำ คือ วิธีการนำอักษรมาประสมเป็นคำเกิดความหมายและเสียงของแต่ละ พยางค์ ใน ๑ คำ จะต้องมีส่วนประกอบ ๓ ส่วน เป็นอย่างน้อย คือ สระ พยัญชนะและวรรณยุกต์ อย่างมากไม่เกิน ๕ ส่วน คือ สระ พยัญชนะ วรรณยุกต์ ตัวสะกด ตัวการันต์

           รูปแบบของคำ
           คำไทยที่ใช้อยู่ปัจจุบันมีทั้งคำที่เป็นคำไทยดั้งเดิม คำที่มาจากภาษาต่างประเทศ คำศัพท์เฉพาะทางวิชาการคำที่ใช้เฉพาะในภาษาพูด คำชนิดต่าง ๆ เหล่านี้มีชื่อเรียกตามลักษณะ และแบบสร้างของคำ เช่น คำมูล คำประสม คำสมาส คำสนธิ คำพ้องรูป คำพ้องเสียง คำเหล่านี้มีลักษณะพิเศษเฉพาะ ผู้เรียนจะเข้าใจลักษณะแตกต่างของคำเหล่านี้ได้จากแบบสร้างของคำ

           ความหมายและแบบสร้างของคำชนิดต่าง ๆ     
           1. คำมูล

           คำมูล คือ คำ ๆ เดียวที่มิได้ประสมกับคำอื่น อาจมี ๑ พยางค์ หรือหลายพยางค์ก็ได้ แต่่เมื่อแยกพยางค์แล้วแต่ละพยางค์ไม่มี
ความหมาย คำภาษาไทยที่ใช้มาแต่เดิมส่วนใหญ่ เป็นคำมูลที่มีพยางค์เดียวโดด ๆ เช่น พ่อ แม่ กิน เดิน
            ตัวอย่างแบบสร้างของคำมูล 
         คนมี ๑ พยางค์ คือ คน
         สิงโตมี ๒ พยางค์ คือ สิง + โต
         นาฬิกามี ๓ พยางค์ คือ นา + ฬิ + กา
         ทะมัดทะแมงมี ๔ พยางค์ คือ ทะ + มัด + ทะ + แมง
         กระเหี้ยนกระหือรือมี ๕ พยางค์ คือ กระ + เหี้ยน + กระ + หือ + รือ
          จากตัวอย่างแบบสร้างของคำมูล จะเห็นว่าเมื่อแยกพยางค์จากคำแล้ว แต่ละพยางค์ไม่มีความหมายในตัวหรืออาจมีความหมายไม่ครบทุกพยางค์ คำเหล่านี้จะมีความหมายก็ต่อเมื่อนำทุกพยางค์มารวมเป็นคำ ลักษณะเช่นนี้ ถือว่าเป็นคำเดียว
โดด ๆ 


           2. คำประสม
           คำประสม คือ คำที่สร้างขึ้นใหม่โดยนำคำมูลตั้งแต่ ๒ คำขึ้นไปมาประสมกัน เกิดเป็นคำใหม่ขึ้นอีกคำหนึ่ง
               ๑. เกิดความหมายใหม่
               ๒. ความหมายคงเดิม
               ๓. ให้ความหมายกระชับขึ้น

ลูกเสือ-เนตรนารี

กิจกรรมลูกเสือ-เนตรนารี คือ กระบวนการพัฒนาเยาวชนที่มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาลูกเสือทั้งทางกาย สติปัญญา จิตใจ และศีลธรรม ให้เป็นพลเมืองดี มีความรับผิดชอบ และช่วยสร้างสรรค์สังคมให้เกิดความสามัคคีและมีความเจริญก้าวหน้า ทั้งนี้เพื่อความสงบสุขและความมั่นคงของประเทศชาติตามแนวทางดังต่อไปนี้

  • ให้มีนิสัยในการสังเกต จดจำ เชื่อฟัง และพึ่งตนเอง

  • ให้มีความซื่อสัตย์สุจริต มีระเบียบวินัย และเห็นอกเห็นใจผู้อื่น

  • ให้รู้จักบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสาธารณะประโยชน์

  • ให้รู้จักทำการฝีมือและฝึกฝนการทำกิจกรรมต่างๆ ตามความเหมาะสม

  • ให้รู้จักรักษาและส่งเสริมจารีตประเพณี วัฒนธรรม และความมั่นคงของประเทศชาติ

ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดให้กิจกรรมลูกเสือ-เนตรนารี อยู่ในกลุ่มกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนที่นักเรียนทุกคนต้องเข้าร่วมกิจกรรมและต้องผ่านการประเมินตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด โรงเรียนอำนวยศิลป์จึงจัดการเรียนการสอนกิจกรรมลูกเสือ-เนตรนารีตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 เป็นกิจกรรมตามหลักสูตรลูกเสือ-เนตรนารีสำรอง ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 เป็นกิจกรรมตามหลักสูตรลูกเสือ-เนตรนารีสามัญ และระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 เป็นกิจกรรมตามหลักสูตรลูกเสือ-เนตรนารีสามัญรุ่นใหญ่

Amnuay Silpa School Scouts

ศิลปะ



ในสมัยโบราณ นักปราชญ์ได้ให้ความหมายของศิลปะ (Art) ไว้ว่า ศิลปะ คือ สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นไม่ได้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ   เพราะฉะนั้น   ต้นไม้ ภูเขา ทะเล น้ำตก  ความงดงามต่าง  ๆ ตามธรรมชาติจึงไม่เป็นศิลปะ  ดอกไม้ที่เห็นว่าสวยสดงดงามนักหนา ก็ไม่ได้เป็นศิลปะเลย ถ้าหากเรายึดถือตามความหมายนี้แล้ว
สิ่งที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้นทั้งหลาย ก็ล้วนแล้วแต่เป็นศิลปะทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น  ภาพวาด ภาพพิมพ์ งานปั้น งานแกะสลัก  เสื้อผ้าอาภรณ์  เครื่องประดับ ที่อยู่อาศัยยานพาหนะ เครื่องใช้สอย
ความงามในงาน  ศิลปะออกเป็น 2 ประเภท คือ 
1. ความงามทางกาย (Physical Beauty) เป็นความงามของรูปทรงที่กำหนดเรื่องราว หรือเกิดจากการประสานกลมกลืนกันของทัศนธาตุ เป็นผลจากการจัดองค์ประกอบทางศิลปะ
2.ความงามทางใจ (Moral  Beauty) ได้แก่ ความรู้สึก หรืออารมณ์ ที่แสดงออกมาจากงานศิลปะหรือ ที่ผู้ชมสัมผัสได้จากงานศิลปะนั้น ๆ ในงานศิลปะชิ้นหนึ่ง ๆ มีความงามทั้ง 2 ประเภทอยู่ร่วมกัน  แต่อาจแสดงออกอย่างใดอย่างหนึ่ง  มากน้อยขึ้นอยู่กับประเภทของงาน  เจตนาของผู้สร้างและการรับรู้ของผู้ชมด้วย

  ดังนั้น  จึงอาจสรุปได้ว่า “ศิลปะเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นจากความคิดสร้างสรรค์เพื่อให้เกิดความงาม และความพึงพอใจ” ที่มนุษย์ได้สร้างสรรค์สืบเนื่องกันมาตั้งแต่อดีตอันยาวนานจนถึงปัจจุบัน  และจะสร้างสรรค์สืบต่อไปในอนาคตให้อยู่คู่กับเผ่าพันธุ์มนุษย์ไปตราบนานเท่านาน  โดยมีการ สร้างสรรค์ พัฒนารูปแบบต่าง ๆ ออกไปอย่างมากมายไม่มีที่สิ้นสุดมีคนเป็นจำนวนมากยังไม่เข้าใจคุณค่าของงานทัศนศิลป์ คิดว่าทัศนศิลป์คือสิ่งที่เกินความจำเป็นในการดำรงชีวิตอยู่ จริงอยู่ทัศนศิลป์มิใช่ปัจจัย 4 แต่ก็ให้ประโยชน์และมีคุณค่าต่อชีวิตมนุษย์ในด้านจิตใจและอารมณ์ไม่มากก็น้อย การที่มนุษย์ผู้นั้นจะรู้คุณค่าของงานทัศนศิลป์ได้นั้น ต้องเกิดความเข้าใจและเกิดความชื่นชม ศรัทธาเสียก่อน จึงจะรู้คุณค่าของงานทัศนศิลป์ได้ดี ดังนั้น จึงจำเป็นต้องเรียนรู้คุณค่าของงานทัศนศิลป์ โดยผลงานทัศนศิลป์สามารถ แบ่งคุณค่าได้เป็น 2 คุณค่าใหญ่ๆ คือ
1. คุณค่าทางความงาม (Aesthetics Value)  ความประณีตความละเอียดมีระเบียบ น่าทึ่ง มโหฬาร ประหลาด แปลกหูแปลกตา และเป็นสิ่งที่มีคุณงามความดีหรือดีเลิศทำให้ผู้พบเห็นเกิดความประทับใจไปอีกนาน สิ่งเหล่านี้เรียกรวมกันว่าคุณค่าทางความงาม ความงามที่มีอยู่ในงานทัศนศิลป์ เกิดจากการประสานกันของส่วนประกอบต่างๆ ของความงามเช่น จุด เส้น รูปร่าง รูปทรง สี แสงเงา พื้นผิว ความกลมกลืน และการจัดภาพ เป็นต้น โดยผู้สร้างสรรค์งานทัศนศิลป์จะแสดงออกตามความรู้สึก ในแต่ละเหตุการณ์แต่ละสังคม เพราะความงามของแต่ละสังคมย่อมมีความแตกต่างกัน ดังนั้นถ้าตั้งใจมองงานทัศนศิลป์ทั้ง 3 แขนง อย่างจริงจังโดยสังเกตพิจารณาวิเคราะห์ทุกมุม จะเห็นคุณค่าหรือเสน่ห์ในตัวเอง
2. คุณค่าทางเรื่องราว (Content Value) ผลงานทัศนศิลป์สามารถบอกเล่าเหตุการณ์ เรื่องราว ความเชื่อ และรสนิยมของมนุษย์ในสังคมแต่ละสมัยทั้งทางตรงและทางอ้อม ดังนั้น การมองคุณค่าในแต่ละสมัยจึงมีความแตกต่างกันออกไป คุณค่าทางเรื่องราวที่นำมาสร้างสรรค์ในงานทัศนศิลป์ มีดังนี้
1. คุณค่าเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์
2. คุณค่าเรื่องราวเกี่ยวกับความเชื่อในสิ่งเร้นลับ ศรัทธา
3. คุณค่าเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี
4. คุณค่าเรื่องราวเกี่ยวกับการเมือง การปกครอง
5. คุณค่าเรื่องราวเกี่ยวกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
6. คุณค่าเรื่องราวเกี่ยวกับวรรณคดี นิทานพื้นบ้าน สำนวน คำพังเพย สุภาษิต
7. คุณค่าเรื่องราวเกี่ยวกับความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ทัศนธาตุ (Visual Elements)
ในทางทัศนศิลป์ หมายถึง  ส่วนประกอบของศิลปะที่มองเห็นได้ ประกอบไปด้วย
1. จุด (Dot)  หมายถึง  รอยหรือแต้มที่มีลักษณะกลม ๆ  ปรากฎที่พื้นผิว  ซึ่งเกิดจากการจิ้ม กด กระแทก ด้วยวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ  เช่น ดินสอ ปากกา พู่กัน และวัสดุปลายแหลมทุกชนิด จุด เป็นต้นกำเนิดของเส้น รูปร่าง รูปทรง แสงเงา พื้นผิว ฯลฯ เช่น นำจุดมาวางเรียงต่อกันจะเกิดเป็นเส้นและการนำจุดมาวาง
ให้เหมาะสม ก็จะเกิดเป็นรูปร่าง รูปทรง และลักษณะผิวได้
2. เส้น (Line)  เป็นสิ่งที่มีผลต่อการรับรู้  เพราะทำให้เกิดความรู้สึกต่ออารมณ์และจิตใจของมนุษย์  เส้นเป็นพื้นฐานสำคัญของศิลปะทุกแขนง  ใช้ร่างภาพเพื่อถ่ายทอดสิ่งที่เห็นและสิ่งที่คิดจินตนาการให้ปรากฏเป็นรูปภาพ

คริสต์ศาสนา

ศาสนาคริสต์ พัฒนามาจากศาสนายิว เป็นศาสนาแบบเทวนิยมนับถือพระเจ้าองค์เดียวคือ พระยะโฮวา
หลักตรีเอกานุภาพ
- พระบิดา คือพระเจ้าสร้างโลก เป็นผู้่สร้างทุกสิ่ง
- พระบุตร คือ พระเยซู
- พระจิต คือ พระเจ้าที่ปรากฏเป็นดวงวิญญาณของมนุษย์ เพื่อให้มนุษย์ประกอบกรรมดี
บัญญัติ 10 ประการ
- นับถือพระเจ้าองค์เดียว
- อย่าออกนามพระเจ้าโดยไม่สมเหตุ
- จงถือวันพระเจ้าเป็นวันศักดิ์สิทธิ์
- จงนับถือบิดา มารดา
- อย่าฆ่ามนุษย์
- อย่าผิดประเวณี
- อย่าลักทรัพย์
- อย่าเป็นพยานกล่าวเท็จ
- อย่าคิดมิชอบ
- อย่าโลภได้ของผู้อื่น
พิธีกรรมที่สำคัญในศาสนาคริสต์
- ศีลล้างบาป
- ศีลกำลัง
- ศีลแก้บาป
- ศีลมหาสนิท
- ศีลเจิม
- ศีลสมรส
- ศีลบวช
คัมภีร์ของศาสนาคริสต์ คือ คัมภีร์ไบเบิล

วันอังคารที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2561

วิทยาศาสตร์

บทที่ 1 แรงและการเคลื่อนที่
1. แรง ปริมาณสเกลาร์ และปริมาณเวกเตอร์
2. ชนิดของแรง
3. โมเมนตัมของแรง
4. ความหมายของการเคลื่อนที่ และแบบของการเคลื่อนที่

บทที่ 2 งานและพลังงาน
1. งานกับการคำนวณเกี่ยวกับงาน
2. พลังงานและการเปลี่ยนรูปของพลังงาน
3. พลังงานความร้อน
4. การใช้และการอนุรักษ์พลังงาน

บทที่ 3 บรรยากาศ
1. ส่วนประกอบของอากาศ
2. อุณหภูมิของอากาศและชั้นบรรยกาศ
3. ความดันของอากาศและความชื้นของอากาศ
4. ปรากฏการณ์ลมฟ้าอากาศ
5. อุตุนิยมวิทยาและมลภาวะในชีวิตประจำวัน

วิชาการงานอาชีพ




สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคนนะค่ะ พอดีวันนี้ไปอ่านเจอวิธีทำเงินค่ะ เพื่อนๆ คงสงสัยกันว่ามันเกี่ยวอะไรกับตุ๊กตาหรือว่าแพทเทินตุ๊กตา นกขอบอกว่าอันอื่นไม่เกี่ยว แต่อันนี้เกี่ยวอย่างมากๆ ค่ะ เพราะว่านั่นคือ แอ่น..แอ้น ตุ๊กตาถุงเท้าการบูร (Camphor sock dolls pattern) เป็นไงละโดนบ้างหรือเปล่าค่ะ พอเจออย่างนี้แล้วนกก็เลยอยากนำมาเล่าสู่เพื่อนๆ บ้างค่ะ เริ่มเลยนะค่ะ (ต่อจากนี้เป็นข้อความที่อยู่ในหนังสือทั้งหมด นกขออนุญาตก็อปมาทั้งหมดนะค่ะ เพื่อเป็นการให้เกียรติ เจ้าของหนังสือค่ะ)

วันนี้เรามีงานอดิเรกที่น่ารักๆ มาแนะนำกันอีกครั้ง โดยขั้นตอนการก็ไม่ยุ่งยากเลยใครก็ทำได้ ทั้งยังปรับเปลี่ยนได้หลากหลายรูปแบบตามแต่จะจินตนาการ ซึ่งก็คือ "ตุ๊กตาการบูร เด็กแนว" ลองทำดูแล้วจะรู้ว่าง่าย ใช้แขวนดับกลิ่นหรือเพิ่มความสดชื่น ที่สำคัญกลายเป็นอาชีพเสริมให้กับคุณแม่บ้านก็ได้ เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า

วิชาคณิตศาสตร์



เนื้อหาคณิตศาสตร์ ม.1
เนื้อหาวิชาคณิตศาสตร์ ระดับชั้น ม.1 ( เทอม 1 ) 

คณิตศาสตร์พื้นฐาน ( เลขหลัก )

บทที่ 1. สมบัติของจำนวนนับ
1. ตัวหารร่วมมากและการนำไปใช้
2. ตัวคูณร่วมน้อยและการนำไปใช้

บทที่ 2. ระบบจำนวนเต็ม
1. จำนวนเต็ม
2. การบวกจำนวนเต็ม
3. การลบจำนวนเต็ม
4. การคูณจำนวนเต็ม
5. การหารจำนวนเต็ม
6. สมบัติของจำนวนเต็ม

บทที่ 3. เลขยกกำลัง
1. ความหมายของเลขยกกำลัง
2. การดำเนินการของเลขยกกำลัง
3. การนำไปใช้

บทที่ 4. พื้นฐานทางเรขาคณิต
1. จุด เส้นตรง ส่วนของเส้นตรง รังสีและมุม
2. การสร้างพื้นฐาน
3. การสร้างรูปเรขาคณิตอย่างง่าย

คณิตศาสตร์เสริม ( เลขเสริม )
บทที่ 1. การประยุกต์ 1
1. รูปเรขาคณิต
2. จำนวนนับ
3. ร้อยละในชีวิตประจำวัน
4. ปัญหาชวนคิด

บทที่ 2. จำนวนและตัวเลข
1. ระบบตัวเลขโรมัน
2. ระบบตัวเลขฐานต่าง ๆ
3. การเปลี่ยนฐานในระบบตัวเลข

บทที่ 3. การประยุกต์ของจำนวนเต็มและ เลขยกกำลัง
1. การคิดคำนวณ
2. โจทย์ปัญหา

บทที่ 4. การสร้าง
1. การแบ่งส่วนของเส้นตรง
2. การสร้างมุมขนาดต่าง ๆ
3. การสร้างรูปสามเหลี่ยมและรูปสี่เหลี่ยมด้านขนาน

- - - - - - - - - - - - - - - - 
เนื้อหาวิชาคณิตศาสตร์ ระดับชั้น ม.1 ( เทอม 2 ) 
คณิตศาสตร์พื้นฐาน ( เลขหลัก )

บทที่ 1. ทศนิยมและเศษส่วน
1. ทศนิยมและการเปรียบเทียบทศนิยม
2. การบวกและการลบทศนิยม
3. การคูณและการหารทศนิยม
4. เศษส่วนและการเปรียบเทียบเศษส่วน
5. การบวกและการลบเศษส่วน
6. การคูณและการหารเศษส่วน
7. ความสัมพันธ์ระหว่างทศนิยมและเศษส่วน

บทที่ 2. การประมาณค่า
1.ค่าประมาณ
2. การปัดเศษ
3. การประมาณค่า

บทที่ 3. คู่อันดับและกราฟ
1. คู่อันดับและกราฟของคู่อันดับ
2. กราฟและการนำไปใช้

บทที่ 4. สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว
1. แบบรูปและความสัมพันธ์
2. คำตอบของสมการ
3. การแก้สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว
4. โจทย์ปัญหาเกี่ยวกับสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว

บทที่ 5. ความสัมพันธ์ระหว่างรูปเรขาคณิตสองมิติและสามมิติ
1. ภาพของรูปเรขาคณิตสามมิติ
2. หน้าตัดของรูปเรขาคณิตสามมิติ
3. ภาพที่ได้จากการมองทางด้านหน้า ด้านข้าง และ ด้านบน ของรูปเรขาคณิตสามมิติ
4. รูปเรขาคณิตที่ประกอบขึ้นจากลูกบาศก์

คณิตศาสตร์เสริม ( เลขเสริม )
บทที่ 1. การเตรียมความพร้อมในการให้เหตุผล
1. ข้อความคาดการณ์
2. ประโยคเงื่อนไข
3. บทกลับของประโยคเงื่อนไข
4. การให้เหตุผล

บทที่ 2. พหุนาม
1. เอกนาม
2. การบวกและการลบเอกนาม
3. พหุนาม
4. การบวกและการลบพหุนาม
5. การคูณพหุนาม
6. การหารพหุนาม

บทที่ 3. บทประยุกต์ของเศษส่วนและทศนิยม
1. แบบรูปของจำนวน
2. ข่ายงาน
3. การประยุกต์ของเศษส่วนและทศนิยม
-